ดูอย่างไรว่าองค์กรในตลาดหลักทรัพย์อันไหน ร่อแร่หรือล่ำซำ
"CRAFT LAB: Make every technology commercialised"
"CRAFT LAB: Make every technology commercialised"
ดูอย่างไรว่าองค์กรในตลาดหลักทรัพย์อันไหน ร่อแร่หรือล่ำซำ
ผศ. ดร. ปารเมศ วรเศยานนท์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ในการทำ Acquisition Strategy (กลยุทธ์ซื้อกิจการ) หรือการลงทุนใหม่ๆ เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การทำให้รายได้โต แต่คือการทำให้ ROIC > WACC เพื่อให้เกิด Positive EVA ตลอดเวลา9
ROIC-WACC Spread: "ส่วนต่าง" แห่งความมั่งคั่ง
Spread% (ส่วนต่าง) คือส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนที่ทำได้จริงกับต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป (ROIC%-WACC%) หากอยู่ในรูปของจำนวน (บาท) รู้จักกันในชื่อ Economic Value added หรือ Economic benefit
ROIC% (Return on Invested Capital): คือ "ความเก่ง" ของบริษัทในการนำเงินทุน (ทั้งจากหนี้และส่วนทุน) ไปสร้างกำไรหลังหักภาษี (NOPAT)
WACC% (Weighted Average Cost of Capital): คือ "ต้นทุนเฉลี่ย" ของเงินทุนที่บริษัทหยิบมาใช้ (ทั้งดอกเบี้ยจ่ายให้เจ้าหนี้และผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง)
ตัวอย่างการคำนวน % Spread: กรณีศึกษา บริษัท TechGrow จำกัด
กำไรหลังภาษี (NOPAT) 200 ล้านบาท เงินลงทุนทั้งหมด (Invested Capital) 1,000 ล้านบาท แบละสมมติว่าคำนวณจากสูตร WACC (รวมต้นทุนหนี้และส่วนทุน) ได้ที่ 12%
คำนวณค่า ROIC = กำไรหลังภาษี (NOPAT)/เงินลงทุนทั้งหมด (Invested Capital) X 100 = 200/1000 X 100 = 20%
% Spread = ROIC% − WACC% = 20% − 12% = +8%
การประเมินความมั่งคั่งจาก 'ส่วนต่าง' ระหว่างผลตอบแทนที่ทำได้จริงกับต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป (ROIC%-WACC%)
Spread% = ROIC% - WACC% ( หากพิจารณาเป็น (บาท) จะมีตัวชีวัดที่รู้จักกันในชื่ Economic Value added หรือ Economic benefit)
หาก Spread% เป็นบวก (+): บริษัทสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าต้นทุนเงินทุน เรียกว่าการ "สร้างมูลค่า" (Value Creation)
หาก Spread% เป็นลบ (-): แม้บริษัทจะมีกำไรทางบัญชี แต่ถ้าได้ผลตอบแทนน้อยกว่าต้นทุนเงินทุน จะถือว่าบริษัทกำลัง "ทำลายมูลค่า" (Value Destruction)
ตัวอย่างเอกสารคำนวณ (https://docs.google.com/spreadsheets/d/1fk2eLw7gANoBoga4aj8AcMZbANBM99gtHSNSRSBRRRQ/edit?usp=sharing)
การตีความและตัวอย่างการนำไปใช้ประโยชน์:
ถ้า % Spread = 2% แปลว่า ทุกๆ เงินลงทุน 100 บาทที่บริษัทใส่เข้าไป บริษัทสามารถสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้ 2 บาท (หลังจากจ่ายดอกเบี้ยเจ้าหนี้และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจแก่เจ้าของแล้ว)
ถ้าจะทำ Acquisition: บริษัท ABC ที่จะไปซื้อต้องมีศักยภาพที่จะทำ ROIC ได้มากกว่า 12% หรือเมื่อรวมกันแล้วต้องทำให้ % Spread ของบริษัทแม่ไม่ลดลงต่ำกว่าเดิมมากนัก
ถ้าจะทำ Innovation: หากบริษัทนำนวัตกรรมมาใช้จนสามารถเพิ่ม ROIC จาก 20% เป็น 25% โดยใช้เงินทุนเท่าเดิม % Spread จะกว้างขึ้นเป็น 13% ทันที ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้น (Stock Price) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
การคำนวณ EVA: กรณีศึกษา บริษัท ABC จำกัด
สมมติว่าคุณเป็นนักวิเคราะห์ที่ต้องการวัดว่าในปีที่ผ่านมา บริษัท ABC สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นได้จริงหรือไม่ โดยมีข้อมูลดังนี้
ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุน (Income Statement): กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) 5,000,000 บาท และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Tax Rate) ร้อยละ 20
ข้อมูลจากจากงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet): หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (เช่น เงินกู้ธนาคาร) 10,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) 30,000,000 บาท
ข้อมูลตลาดและต้นทุนเงินทุน: ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (WACC) ร้อยละ 10% (คำนวณจาก CAPM และดอกเบี้ยเงินกู้แล้ว)
ขั้นตอนการคำนวณ EVA
1. คำนวณ NOPAT (กำไรจากการดำเนินงานหลังภาษี) ใช้ EBIT เพื่อดูความสามารถในการทำกำไรของ "ตัวธุรกิจ" จริงๆ โดยไม่สนว่ากู้มาเท่าไหร่ ผ่านสูตร (NOPAT = EBIT×(1−Tax Rate)) จากกรณีศึกษาสามารถคำนวณได้ดังนี้ NOPAT = 5,000,000×(1−0.20) = 4,000,000 บาท
2. คำนวณ Invested Capital (เงินทุนที่ใช้ไป) คือนำเงินจากเจ้าหนี้และเจ้าของมารวมกันที่ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านสูตร (Invested Capital = Debt+Equity) จากกรณีศึกษาสามารถคำนวณได้ดังนี้ Invested Capital = 10,000,000+30,000,000 = 40,000,000 บาท
3. คำนวณ Capital Charge (ต้นทุนค่าเช่าเงินทุนของผู้ถือหุ้น) คือจำนวนเงินที่บริษัท "ต้องจ่ายเป็นผลตอบแทน" ให้ครอบคลุมความคาดหวังของนักลงทุน ผ่านสูตร (Capital Charge = Invested Capital×WACC) จากกรณีศึกษาสามารถคำนวณได้ดังนี้ Capital Charge = 40,000,000×10% = 4,000,000 บาท
4. คำนวณ EVA (Economic Value Added) ผ่านสูตร EVA = NOPAT−Capital Charge จากกรณีศึกษาสามารถคำนวณได้ดังนี้ EVA = 4,000,000−4,000,000=0 บาท
การตีความผล
ในกรณีของบริษัท ABC กำไรทางบัญชี (Accounting Profit): ดูเหมือนจะดี เพราะมีกำไรหลังภาษีถึง 4 ล้านบาท อย่างไรก็ดี กำไรทางเศรษฐศาสตร์ (EVA) เท่ากับ 0 หมายความว่าบริษัททำกำไรได้แค่ "เท่าทุน" (Breakeven) เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับ หากบริษัท ABC ทำกำไรได้น้อยกว่านี้แม้เพียงบาทเดียว EVA จะติดลบทันที ซึ่งหมายถึงการทำลายความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น
หากบริษัทต้องการเพิ่มค่า EVA ให้สูงขึ้น (เข้าสู่กลุ่ม 23% ที่ประสบความสำเร็จ) สามารถทำได้ 3 ทาง (วิธีการทำให้ EVA เป็นบวกในอนาคต) ได้แก่ (1) เพิ่ม NOPAT โดยใช้เงินทุนเท่าเดิม (เช่น การใช้นวัตกรรมลดของเสีย) (2) ลงทุนเพิ่มในโครงการที่ให้ผลตอบแทน (ROIC) สูงกว่า 10% เท่านั้น และ (3) หาทางลดค่า WACC เช่น การเจรจาดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง
ตัวอย่างเอกสารคำนวณ (https://docs.google.com/spreadsheets/d/1fk2eLw7gANoBoga4aj8AcMZbANBM99gtHSNSRSBRRRQ/edit?usp=sharing)
หากมีข้อคิดเห็นหรือเสนอแนะใดๆ ทักมาคุยกัหรือแอดมาเป็นเพื่อนกันที่ https://www.facebook.com/kmuttentrepreneurship/
หลักสูตรการจัดการการเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม และความยั่งยืน (#EPM) เป็นหลักสูตรภายใต้การกำกับดูแลของบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม (#GMI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (#KMUTT)
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (02) 470-9799, (02) 470-9795-6, 084-676-5885
LINE : @GMIKMUTT
หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://gmi.kmutt.ac.th/th/study-with-us/epm/
สนใจสมัครได้ที่ https://bit.ly/GMI_Apply
CRAFT LAB เตรียมความพร้อมในการพัฒนานักวิจัยให้เป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่สามารถมีทักษะและความรู้ที่ควรเป็น อย่างมีผลลัพธ์ สนใจทักมาคุยกับได้ที่ Line: @061jlshn หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
บทความชวนคิดด้านธุรกิจ
คลิกที่นี่เพื่อเข้าดูบทความธุรกิจ ตั้งแต่การกาโอกาศ การตั้งกิจการ การพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างองค์กร การทำการตลาด การตลาดดิจิทัล การเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุน
เพิ่มเราเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คเพื่อรับข่าวสารและข้อมูลต่อยอดความเข้าใจ
สำหรับท่านที่ต้องการต่อยอดความรู้ระดับ 'ปริญญาโท' ด้าน 'การเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม และความยั่งยืน' ที่เน้นช่วยระบุโอกาสธุรกิจไปถึงการสร้างธุรกิจและการนำเข้าสู่ตลาดทุนสามารถคลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
เรื่องที่น่าสนใจอื่น