ถอดรหัสกลยุทธ์ USP สร้างจุดขายที่โดดเด่นและครองใจลูกค้าอย่างยั่งยืน
"CRAFT LAB: Make every technology commercialised"
"CRAFT LAB: Make every technology commercialised"
ถอดรหัสกลยุทธ์ USP สร้างจุดขายที่โดดเด่นและครองใจลูกค้าอย่างยั่งยืน
เรียบเรียงโดย ผศ. ดร. ปารเมศ วรเศยานนท์
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ทบทวนวิวัฒนาการของกลยุทธ์ Unique Selling Proposition (USP) ตั้งแต่ยุคบุกเบิกของ Rosser Reeves สู่โมเดลสมัยใหม่อย่าง Jobs-to-be-Done (JTBD) บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจวิธีการระบุ "โซนแห่งชัยชนะ" ผ่านโมเดล 3 วงกลม (3-Circle Model) เพื่อเปลี่ยนคุณสมบัติสินค้าให้กลายเป็นคำมั่นสัญญา พร้อมวิธีสร้างเกราะป้องกันทางธุรกิจด้วยจุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบไม่ได้
กฎทองของทฤษฎี USP
"หากคู่แข่งของคุณสามารถสลับชื่อของพวกเขาเข้าไปในคำกล่าว USP ของคุณแล้วยังคงฟังดูเป็นจริง นั่นไม่ใช่ USP ของคุณ แต่มันคือจุดเท่าเทียม (Point of Parity)"
กฎเหล็ก 3 ประการของ Reeves (1950s): USP ที่ทรงพลังต้องประกอบด้วย ข้อเสนอที่ชัดเจน (ให้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้) ความไม่เหมือนใคร (คู่แข่งไม่มีหรือไม่เคยนำเสนอ) และ พลังการขาย (แรงพอที่จะขยับคนหมู่มากให้ตัดสินใจซื้อ)
โมเดล 3 วงกลม (The Strategic Triangle): การค้นหาจุดตัดที่สมบูรณ์แบบระหว่าง ความต้องการลูกค้า, ความเชี่ยวชาญของบริษัท และ ข้อเสนอของคู่แข่ง เพื่อระบุพื้นที่ 3 โซน:
Winning Zone: พื้นที่ที่คุณชนะขาด เพราะตอบโจทย์ลูกค้าในสิ่งที่คู่แข่งไม่มี
Losing Zone: พื้นที่ที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า ซึ่งควรหลีกเลี่ยง
Risky Zone: พื้นที่พื้นฐาน (Points of Parity) ที่ทุกคนต้องมีแต่ไม่ใช่จุดสร้างกำไร
แนวคิด Jobs-to-be-Done (JTBD): การมองลึกลงไปว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้า แต่ "จ้าง" สินค้ามาทำงานบางอย่างให้สำเร็จ ทั้งในด้านฟังก์ชันการใช้งาน, ด้านสังคม และด้านอารมณ์
การสร้างเกราะป้องกัน (Inimitability): การพัฒนา USP ให้ยั่งยืนต้องทำให้เลียนแบบได้ยาก เช่น การใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัว, วัฒนธรรมองค์กรที่ลอกเลียนไม่ได้ หรือการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า
มิติการสื่อสารที่หลากหลาย: USP ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องเหตุผล (Rational) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงมิติด้านอารมณ์ (Emotional) และพันธกิจทางสังคม (Mission-Driven) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับผู้บริโภค
ทฤษฎี USP ของ Reeves (คริสต์ทศวรรษ 1950)
ในโลกของการโฆษณาและการตลาดที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว มีหลักการอมตะที่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์แคมเปญที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ "Unique Selling Proposition" หรือ "USP" ซึ่งริเริ่มโดย Rosser Reeves ผู้บุกเบิกด้านการโฆษณาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950
ทฤษฎีนี้ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นกรอบการทำงานซึ่งกำหนดว่าข้อเสนอการขายที่ไม่เหมือนใครจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าได้อย่างไร
Reeves เชื่อว่าเพื่อให้ USP มีประสิทธิภาพและทรงพลังอย่างแท้จริง จะต้องผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดสามประการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สินค้าหรือบริการโดดเด่นและครองใจผู้บริโภคได้ยาวนาน
ข้อเสนอที่ชัดเจน (The Proposition) แต่ละโฆษณาจะต้องมี "ข้อเสนอ" ที่เจาะจง ไม่ใช่แค่กล่าวอ้างทั่วไป แต่เป็นการให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจนและจับต้องได้ แนวคิดหลักคือ ซื้อผลิตภัณฑ์นี้ แล้วคุณจะได้รับประโยชน์อะไรแบบเฉพาะเจาะจง ข้อเสนอนี้จะต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณจะมอบอะไรให้กับพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถให้ได้ หรือไม่ได้เน้นย้ำ การระบุประโยชน์ที่ชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสินค้ากับความต้องการของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น หากเป็นยาสีฟัน ข้อเสนออาจไม่ใช่แค่ "ทำความสะอาดฟัน" แต่เป็น "ทำความสะอาดฟันและช่วยให้ลมหายใจสดชื่น" ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและประโยชน์ที่ชัดเจน
ความไม่เหมือนใคร (The Uniqueness) เป็นข้อเสนอที่นำเสนอสิ่งที่ไม่เหมือนใคร คู่แข่งไม่สามารถนำเสนอได้ หรือยังไม่ทีข้อเสนอในตลาด ความไม่เหมือนใครของแบรนด์ (Uniqueness of the brand) อันได้มาจาก (1) ผลิตภัณฑ์อาจมีคุณสมบัติพิเศษ รูปแบบเฉพาะ หรือนวัตกรรมทางเทคนิคที่ไม่มีใครเหมือน ซึ่งเป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น M&M's กับสโลแกน "Melts in your mouth, not in your hand" (ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ) ซึ่งเป็นข้อเสนอที่แก้ปัญหาที่ผู้บริโภคเคยประสบกับช็อกโกแลตทั่วไป และ (2) การกล่าวอ้างที่ยังไม่เคยมีใครอ้างถึง (A claim not otherwise made) คือผลิตภัณฑ์อาจไม่ได้มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่แบรนด์สามารถสร้างจุดเด่นด้วยการเป็นรายแรกที่กล้ากล่าวอ้างถึงประโยชน์บางอย่างที่ผลิตภัณฑ์อื่นมีแต่ยังไม่ได้โปรโมท หรือไม่ได้เน้นย้ำมาก่อน เช่น Domino's Pizza ที่มี USP คือ "คุณจะได้รับพิซซ่าร้อนๆ ส่งถึงประตูบ้านภายใน 30 นาทีหรือไม่ก็ฟรี" ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความเร็วในการจัดส่งที่เป็นจุดแข็งที่คู่แข่งยังไม่ได้นำมาใช้เป็นข้อเสนอหลัก ความไม่เหมือนใครเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง และเป็นเหตุผลที่ผู้บริโภคควรเลือกสินค้าของท่าน
พลังการขาย (The Sell) คือข้อเสนอที่กล่าวมานั้นจะต้องมีพลังมากพอที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากให้มาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ หรือพูดง่ายๆ คือ "ต้องกระตุ้นคนหมู่มาก" (move the masses) นี่คือแก่นแท้ของการโฆษณา นั่นคือการเปลี่ยนความสนใจให้เป็นการกระทำ ข้อเสนอที่เป็น USP จะต้องน่าดึงดูดใจมากพอที่จะกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกอยากลอง อยากซื้อ หรืออยากเปลี่ยนจากแบรนด์เดิมมาสู่แบรนด์ของคุณ ไม่ใช่แค่ข้อเสนอที่ดี แต่เป็นข้อเสนอที่สามารถสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้จริง ตัวอย่างเช่น Anacin กับข้อความที่เน้นย้ำ "Fast, fast, fast relief" (บรรเทาอาการได้อย่างเร็ว รวดเร็ว และ หายเร็ว) ซึ่งสื่อถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าดึงดูดผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
โมเดล 3 วงกลมเพื่อระบุ 'จุดขาย' สินค้าและบริการ
การจะค้นหา USP ของคุณได้นั้น คุณต้องวิเคราะห์จุดตัดของวงกลมทั้งสามนี้อย่างละเอียด ซึ่งทประกอบด้วย ความต้องการของลูกค้า (Customer Needs) ความสามารถของบริษัท (Company Capabilities) และข้อเสนอของคู่แข่ง (Competitor Offerings)
ความต้องการของลูกค้า (Customer Needs) เป็นวงกลมแรกที่มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ลูกค้าของคุณต้องการอย่างแท้จริง อะไรคือปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ (Pain points)? อะไรคือคุณค่าที่พวกเขามองหาในผลิตภัณฑ์หรือบริการ? การทำความเข้าใจความต้องการและค่านิยมของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างข้อเสนอที่ตรงใจและมีคุณค่า
ความสามารถของบริษัท (Company Capabilities) เป็นวงกลมที่สองที่เน้นการประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่าบริษัทของคุณมีความสามารถหรือความเชี่ยวชาญในด้านใด คุณเก่งอะไรเป็นพิเศษ? อะไรคือจุดแข็งที่โดดเด่นของคุณ (Points of Differentiation - PODs)? นี่คือสิ่งที่ทำให้คุณแตกต่างจากคู่แข่งและเป็นรากฐานในการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า
ข้อเสนอของคู่แข่ง (Competitor Offerings) เป็นวงกลมสุดท้ายที่เน้นการวิเคราะห์สิ่งที่คู่แข่งในตลาดนำเสนอ สินค้าและบริการของคู่แข่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างไร? อะไรคือจุดที่คู่แข่งทำได้ดีหรือเป็นจุดที่ตลาดคาดหวังอยู่แล้ว (Points of Parity - POPs)? การเข้าใจข้อเสนอของคู่แข่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของภูมิทัศน์การแข่งขันและระบุช่องว่างหรือโอกาสในตลาดได้
เมื่อเรานำวงกลมทั้งสามมาซ้อนทับกัน เราจะสามารถระบุโซนกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละโซนบ่งบอกถึงแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 เงื่อนไข ดังนี้
โซนแห่งชัยชนะ (The Winning Zone) คือจุดที่ความสามารถที่โดดเด่นของคุณ (POD) ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีมูลค่าสูง ซึ่งคู่แข่งรายอื่นยังไม่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าคุณ นี่คือข้อเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ (USP) ที่แท้จริง คุณควรให้ความสำคัญกับการขยายและส่งเสริมจุดนี้อย่างเต็มที่ ทำให้ลูกค้าเห็นถึงคุณค่าที่แตกต่างและเหนือกว่าที่คุณมอบให้ ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
โซนแห่งความพ่ายแพ้ (The Losing Zone) คือจุดที่คู่แข่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าคุณ ไม่ว่าจะเป็นในด้านราคา คุณภาพ หรือบริการ คุณควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันในโซนนี้โดยตรง เพราะคุณมีแนวโน้มที่จะต้องแข่งขันด้วยราคาหรือคุณภาพในระดับที่คุณไม่สามารถทำกำไรหรือรักษามาตรฐานได้ในระยะยาว ควรพิจารณาปรับกลยุทธ์หรือมองหาโอกาสในโซนอื่นแทน
โซนแห่งความเสี่ยง (The Risky Zone) คือจุดที่ทั้งคุณและคู่แข่งต่างก็ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ นี่คือ "จุดที่ต้องมี" หรือ Points of Parity (POPs) ซึ่งลูกค้าคาดหวังว่าธุรกิจในอุตสาหกรรมจะสามารถทำได้ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีความจำเป็นในการแข่งขันและรักษาตำแหน่งในตลาด แต่ก็ไม่ใช่จุดที่จะสร้าง USP ของคุณได้ การแข่งขันในโซนนี้มักจะนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด หากธุรกิจของคุณมีเพียงแค่ POPs ก็ยากที่จะโดดเด่น ควรใช้โซนนี้เป็นพื้นฐานและมุ่งเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างในโซนแห่งชัยชนะ
การพัฒนาจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (USP) ตามทฤษฎี Jobs-to-be-Done
ขั้นตอนในการพัฒนาจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (Unique Selling Proposition - USP) โดยใช้กรอบแนวคิด Jobs-to-be-Done (JTBD) เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูง สามารถพัฒนาได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ระบุ "งาน" ที่ลูกค้าต้องการทำให้สำเร็จ (Identify the "Job" to be Done)
ลูกค้า "จ้าง" ผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อ "ทำงาน" บางอย่างให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ซื้อคุณสมบัติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงของการตัดสินใจซื้อลูกค้า ในขั้นตอนที่ 1 นี้ งาน แบ่งออกเป็น 3 มิติ อันได้แก่ (1) ด้านการทำงาน (Functional Job) คืองานที่ผลิตภัณฑ์ช่วยให้เสร็จสิ้น (2) ด้านสังคม (Social Job) คืองานที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ทางสังคม และ (3) ด้านอารมณ์ (Emotional Job) คืองานที่ผลิตภัณฑ์ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกบางอย่าง เช่น ความมั่นคง
ตัวอย่าง: "ผู้คนไม่ได้ซื้อสว่าน พวกเขาซื้อรูบนผนัง" เป็นเป้าหมายด้านการทำงาน (Functional Job)
ขั้นตอนที่ 2 ระบุจุดร่วม (Point of Parity – POP)
นั้นคือมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือคุณสมบัติพื้นฐานที่ลูกค้าคาดหวัง สิ่งที่ผลิตภัณฑ์ "ต้องมี" เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาด ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โดดเด่น (POPs สร้างความน่าเชื่อถือ แต่ไม่ควรใช้เป็นจุดขายหลัก)
ตัวอย่าง: ความปลอดภัยของเงินฝากสำหรับธนาคาร (ทุกธนาคารต้องมีเป็นพื้นฐาน)
ขั้นตอนที่ 3 ค้นหาความต้องการที่ "ยังไม่ได้รับการตอบสนอง" (Unmet Needs)
เป็นช่องว่างที่ลูกค้ายังคงประสบปัญหาหรือรู้สึกไม่พึงพอใจ แม้จะมีโซลูชันในตลาดแล้ว เป็นพื้นที่ที่ "จุดแตกต่าง" (Point of Difference - POD) ของ USP ควรตั้งอยู่ POD ที่แข็งแกร่งช่วยตอบสนอง "ผลลัพธ์ที่ต้องการ" (Desired Outcome) ของลูกค้าได้ดีกว่า เร็วกว่า หรือมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง ทั้งนี้ต้องอาศัยการวิจัยลูกค้า การสังเกต และการฟังปัญหา
ตัวอย่าง: ลูกค้าแอปเรียกรถอาจไม่พอใจกับเวลารอคอยนานหรือไม่แน่ใจในความปลอดภัย ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองคือ "ความรวดเร็วและปลอดภัยที่เชื่อถือได้"
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบ "การเลียนแบบได้ยาก" (Difficult to Imitate)
USP ที่แข็งแกร่งควรยากต่อการลอกเลียนแบบ (เช่น ไม่ใช่แค่ "ราคาถูกกว่า" หรือ "ดีกว่าเล็กน้อย") ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เลียนแบบยาก ประกอบด้วย เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ (Proprietary Technology) เช่น สูตรยา, อัลกอริทึมซอฟต์แวร์ บริการที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนใคร (Unique Culture-Driven Service) เช่น การบริการลูกค้าที่เป็นเลิศจากวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เครือข่ายที่แข็งแกร่ง (Strong Network Effect) หรือคุณค่าเพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้ใช้มากขึ้น เช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า (Deep Customer Relationships)
แนวทางการพัฒนา จุดขาย อื่นๆ
USP สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในมิคติอื่นนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา เช่น ด้านเหตุผล (Rational) คือ เน้นคุณสมบัติหรือประสิทธิภาพที่จับต้องได้ (เช่น "รถกระบะรุ่นเดียวที่ลากจูงได้ 10,000 ปอนด์") ด้านอารมณ์ (Emotional) คือ เน้นความรู้สึก ประสบการณ์ หรือสถานะที่ผลิตภัณฑ์มอบให้ (เช่น "แบรนด์เดียวที่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นนักสำรวจ") หรือด้านพันธกิจ (Mission-Driven) คือ เน้นคุณค่าหรือเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการแสวงหากำไร (เช่น "ทุกคู่ที่ขายได้ เราจะบริจาคหนึ่งคู่")
สรุป
นักการตลาดจำเป็นต้องส่งมอบจุดขายในรูปแบบข้อเสนอที่มีความเฉพาะตัว (ซึ่งอ้างอิงจากคุณสมบัติ ประสบการณ์ อารมณ์ หรือพันธกิจ สินค้าบริการหรือองค์กร) และเป็นอันที่ลูกค้าต้องการ (อันสามารถตรวจสอบได้จาก การที่สามารถตอบสนอง Pain point, Unmet needs, value, job-to-be-done (ด้านการใช้งาน สังคมและอารมณ์) รวมถึงค่านิยมลูกค้า) บนพื้นฐานการวิเคราะห์อุตสาหกรรม (ในมิติของ 'จุดร่วม' ที่ลูกค้าคาดหวัง) ผ่านการวิเคราะห์คู่แข่ง (ในมิติความสามารถในการส่งมอบจุดร่วม จุดแตกต่าง และความสามารถในการส่งมอบ) และพิจารณาความสมารถองค์กร (ในด้านการส่งมอบ จุดร่วม จุดแตกต่าง และทรัพยากรในการส่งมอบนั้น)
หากมีข้อคิดเห็นหรือเสนอแนะใดๆ ทักมาคุยกัหรือแอดมาเป็นเพื่อนกันที่ https://www.facebook.com/kmuttentrepreneurship/
หลักสูตรการจัดการการเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม และความยั่งยืน (#EPM) เป็นหลักสูตรภายใต้การกำกับดูแลของบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม (#GMI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (#KMUTT)
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (02) 470-9799, (02) 470-9795-6, 084-676-5885
LINE : @GMIKMUTT
หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://gmi.kmutt.ac.th/th/study-with-us/epm/
สนใจสมัครได้ที่ https://bit.ly/GMI_Apply
CRAFT LAB เตรียมความพร้อมในการพัฒนานักวิจัยให้เป็นผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่สามารถมีทักษะและความรู้ที่ควรเป็น อย่างมีผลลัพธ์ สนใจทักมาคุยกับได้ที่ Line: @061jlshn หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
บทความชวนคิดด้านธุรกิจ
คลิกที่นี่เพื่อเข้าดูบทความธุรกิจ ตั้งแต่การกาโอกาศ การตั้งกิจการ การพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างองค์กร การทำการตลาด การตลาดดิจิทัล การเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดทุน
เพิ่มเราเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คเพื่อรับข่าวสารและข้อมูลต่อยอดความเข้าใจ
สำหรับท่านที่ต้องการต่อยอดความรู้ระดับ 'ปริญญาโท' ด้าน 'การเป็นผู้ประกอบการ นวัตกรรม และความยั่งยืน' ที่เน้นช่วยระบุโอกาสธุรกิจไปถึงการสร้างธุรกิจและการนำเข้าสู่ตลาดทุนสามารถคลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
เรื่องที่น่าสนใจอื่น