ที่มาและความสำคัญ
การบริหารงานภาครัฐในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เน้นความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นไปตามแนวคิด การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management: NPM) ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ผลสัมฤทธิ์ และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที การปฏิรูปนี้ต้องการกลไกเชิงปฏิบัติการที่สามารถนำหลักการเหล่านี้มาแปลงเป็นการทำงานที่วัดผลได้จริง
ศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center: GECC) จึงถือกำเนิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีคำสั่งให้ทุกกระทรวง กรม จังหวัด และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดตั้งขึ้น GECC คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่หลักในการให้คำแนะนำและ "อำนวยความสะดวก" แก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ
วัตถุประสงค์สูงสุดของ GECC คือ การทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มี ความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และสามารถสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ผู้รับบริการได้อย่างยั่งยืน โดยการดำเนินงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน ระดับก้าวหน้า และระดับเป็นเลิศ
โครงการอบรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจและนำ กรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ ของ GECC ไปปฏิบัติ โดยเน้นที่การจัดระบบการให้บริการทั้ง 3 ส่วนหลัก (1) ระบบก่อนเข้าสู่จุดให้บริการ (Pre-Service Access) เกี่ยวข้องกับการออกแบบความสะดวกในการเข้าถึงสถานที่และข้อมูล (2) ระบบจุดให้บริการ (Service Point) ต้องมีการให้การบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ณ จุดติดต่อ และให้กระบวนการจบในจุดเดียว (3) ระบบสนับสนุนการให้บริการ (Service Support) ที่เกี่ยวข้อการพัฒนาคุณภาพบุคลากร การจัดการปัญหา และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้การประเมินผลสัมฤทธิ์มีความเป็นรูปธรรม GECC ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินออกเป็น 3 ด้านที่ครอบคลุมการบริการทั้งหมด ได้แก่ เกณฑ์ด้านกายภาพ เกณฑ์ด้านคุณภาพ และเกณฑ์ด้านผลลัพธ์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หน่วยงานที่นำหลักการ GECC ไปใช้อย่างจริงจังสามารถสร้างความพึงพอใจโดยรวมแก่ประชาชนในระดับที่น่าประทับใจ (เช่น ความพึงพอใจด้านบุคลากรสูงถึงร้อยละ 87.45 และด้านสถานที่สูงถึงร้อยละ 90)
ดังนั้น การอบรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่บุคลากรกรมบังวคับคดีจะได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐาน GECC ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง รัฐบาลที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนการบริการภาครัฐไทยสู่ความเป็นสากล
เป้าหมายการอบรม
เข้าใจถึงความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ในการจัดตั้งศูนย์ราชการสะดวก (GECC) และความเชื่อมโยงกับหลักการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ (NPM) รวมถึงกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก)
เข้าใจถึง ‘คุณภาพการบริการ’ การสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ และแสดงออกถึง "จิตบริการ" เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ประชาชน
สามารถวิเคราะห์กระบวนการให้บริการของหน่วยงานตนเอง และนำกรอบแนวคิด 3 ระบบของ GECC ไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบก่อนเข้าสู่จุดให้บริการ (Pre-Service Access) ระบบจุดให้บริการ (Service Point) และระบบสนับสนุนการให้บริการ (Service Support)
สามารถวางแผนการยกระดับบริการตามมาตรฐาน 3 ระดับ อันได้แก่ ระดับพื้นฐาน ระดับก้าวหน้า และระดับเป็นเลิศ
เข้าใจทิศทางการเปลี่ยนผ่านของ GECC สู่รัฐบาลดิจิทัล และบทบาทของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น Digital ID, ทางรัฐ Super App, และระบบ GDX) ในการยกระดับการบริการให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต
การทดสอบและเอกสารส่งมอบ
เอกสารประเมินก่อนอบรม | เอกสารประเมินหลังอบรม | เอกสารส่งมอบหลังอบรม | เว็บไซต์สำนักนายกที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ราชการสะดวก
ข้อมูล 'ศูนย์ราชการสะดวก'
ตารางการอบรม
เอกสารอบรม | เอกสารประกอบ
เอกสารประกอบ
เอกสารประกอบ
เอกสารประกอบ
เอกสารประกอบ
เอกสารประกอบ
แนวคิดที่เกี่ยวข้อง
1. New Public Management (NPM) เป็นทฤษฎีที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารภาครัฐจากระบบราชการแบบดั้งเดิม (Bureaucracy) สู่การเน้น ผลลัทธ์ (Outcome) ประสิทธิภาพ (Efficiency) มีผลสัมฤทธิ์ (Effectiveness) และคุ้มค่า (Value for Money) และเน้นการแสวงหาความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและการมุ่งเน้นผลลัพธ์) ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้กับ ศูนย์ราชการสะดวก ได้แก่ (1) มุ่งเน้นผลลัพธ์และผลงาน (2) เพิ่มอำนาจและความยืดหยุ่นในการจัดการ (3) ส่งเสริมการใช้กลไกที่สร้างความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขั้นให้กับองค์กร (4) เน้นความคุ้มค่าและควบคุมต้นทุน (5) ประชาชนในฐานะผู้รับบริการ
2. ทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Lewin’s Three-Step Change Model) แนวคิดและกระบวนการในการ วางแผน นำไปปฏิบัติ และทำให้การเปลี่ยนแปลงในองค์กรเกิดขึ้นอย่างราบรื่นและยั่งยืน โดยคำนึงถึงทั้ง โครงสร้าง ระบบงาน และ “คน” ในองค์กร ทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลงของ Kurt Lewin มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการ 3 ขั้นตอน อันได้แก่ (1) การละลายสถานะปัจจุบัน ประกอบไปด้วย การสร้างความตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงจำเป็น ลดแรงต้าน สื่อสารปัญหา วิกฤต หรือโอกาสที่ต้องเปลี่ยน) (2) การเปลี่ยนแปลง ประกอบไปด้วย ปรับโครงสร้าง กระบวนการ หรือพฤติกรรม ฝึกอบรม พัฒนาทักษะใหม่ และให้การสนับสนุนและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (3) การทำให้เป็นมาตรฐาน (Refreeze) ประกอบไปด้วย สร้างมาตรฐานใหม่ ปรับนโยบาย ระเบียบ และวัฒนธรรมองค์กร และให้รางวัลหรือยอมรับพฤติกรรมใหม่
3. SERVQUAL Model (Service Quality) เป็นทฤษฎีการวัดคุณภาพบริการที่เป็นที่ยอมรับ โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างบริการที่ คาดหวัง กับบริการที่ ได้รับ ใน 5 มิติหลัก อันได้แก่ (1) สิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ บุคลิกภาพและการแต่งกายของพนักงาน (2) ความเชื่อถือได้ เช่น ทำงานถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ส่งมอบบริการตรงเวลา (3) ความรวดเร็วและความเต็มใจ เช่น ความเต็มใจและความรวดเร็วในการช่วยเหลือลูกค้า การตอบคำถาม และ การแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที (4) ความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ เช่น ความรู้ ความสุภาพ ความสามารถของผู้ให้บริการ และความปลอดภัยในการรับบริการ และ (5) ความเอาใจใส่ เช่น การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการเป็นรายบุคคล ความเข้าใจความต้องการเฉพาะ การเข้าถึงบริการได้ง่าย และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบาง
4. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence: EQ) ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ จัดการอารมณ์ของตนเอง และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น เพื่อนำไปสู่การทำงานร่วมกัน การสื่อสาร และการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ความฉลาดทางอารมณ์มีองค์ประกอบ 5 ด้าน อันได้แก่ (1) การตระหนักรู้ในตนเอง ประกอบด้วย รู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และอารมณ์ของตนเอง ตระหนักว่าอารมณ์ส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร (2) การควบคุมตนเอง ประกอบด้วย ควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้น ปรับอารมณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (3) แรงจูงใจภายใน อันปนะกอบด้วย มีเป้าหมายและความมุ่งมั่นจากภายใน ทำงานเพื่อคุณค่า ไม่ใช่แค่ผลตอบแทน มองอุปสรรคเป็นความท้าทาย (4) ความเข้าใจผู้อื่น ประกอบด้วย เข้าใจความรู้สึก มุมมอง และความต้องการของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง และ รับฟังอย่างตั้งใจ (5) ทักษะทางสังคม อันได้แก่ สื่อสารได้ดี ทำงานเป็นทีม และบริหารความขัดแย้งและสร้างความร่วมมือ
5. Citizen Relationship Management (CiRM) แนวคิดและระบบในการ บริหารความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยประยุกต์มาจากแนวคิด Customer Relationship Management (CRM) ของภาคเอกชน แต่ปรับให้สอดคล้องกับ บทบาทภาครัฐ สิทธิของประชาชน และคุณค่าทางสาธารณะ ทั้งนี้มุ่งเน้นให้ภาครัฐ เข้าใจความต้องการของประชาชน ให้บริการที่ เข้าถึงง่าย โปร่งใส เป็นธรรม สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อรัฐ และยกระดับคุณภาพบริการสาธารณะ Citizen Relationship Management (CiRM) มีองค์ประกอบ 5 ด้าน อันได้แก่ (1) การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อันประกอบด้วย ออกแบบบริการจากมุมมองประชาชน ลดภาระขั้นตอน ให้บริการแบบ One Stop Service (2) การสื่อสารสองทาง อันประกอบด้วย เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และข้อเสนอแนะ (ไม่ใช่แค่ “แจ้งข้อมูล” แต่ต้อง “รับฟัง”) (3) การบูรณาการข้อมูลประชาชน อันประกอบด้วย รวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ลดการขอข้อมูลซ้ำซ้อน และคำนึงถึงความปลอดภัยและข้อมูลส่วนบุคคล (4) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อันได้แก่ e-Government / Digital Government Call Center / Chatbot / Mobile App ระบบติดตามสถานะคำร้อง และ (5) การสร้างความไว้วางใจและคุณค่าทางสาธารณะ อันได้แก่ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิประชาชน
6. Customer Journey Mapping (CJM) เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้ในการ วิเคราะห์และออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้/ผู้รับบริการ โดยมองกระบวนการทั้งหมดจากมุมมองของผู้ใช้ ตั้งแต่ จุดเริ่มต้น (First Contact) จนถึง ผลลัพธ์สุดท้าย (Outcome / After-service) โดยมุ่งเน้น การสร้างวประสบการณ์ของผู้ใช้ การแก้ปัญหาที่ “รอยต่อ” ระหว่างขั้นตอนหรือหน่วยงาน และการออกแบบบริการที่ดีต้องเริ่มจาก มุมมองผู้ใช้ Customer Journey Mapping (CJM) มีองค์ประกอบสำคัญอันได้แก่ (1) ผู้ใช้เป้าหมาย (ใครคือผู้ใช้บริการ ความต้องการ ข้อจำกัด พฤติกรรม) (2) ขั้นตอนของการรับบริการ (รับรู้ ค้นหาข้อมูล ติดต่อ/สมัคร รับบริการ ติดตามผล หลังการใช้บริการ) (3) จุดสัมผัส (ช่องทางที่ผู้ใช้ติดต่อกับองค์กร ออนไลน์ / ออฟไลน์) (4) การกระทำ ความคิด และอารมณ์ (ผู้ใช้ทำอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไรในแต่ละขั้น) (5) ปัญหา (จุดที่สร้างความไม่สะดวก ความล่าช้า ความซ้ำซ้อน ความไม่ชัดเจน) และ (6) โอกาสในการปรับปรุง (วิธีแก้ไขหรือออกแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยี หรือปรับกระบวนการ)
7. SECI Model ความรู้ในองค์กรเกิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (ความรู้หมุนเวียนจาก Tacit ↔Explicit อย่างเป็นวงจร) ผ่าน 4 กระบวนการ (1) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยตรง เช่น การทำงานร่วมกัน การสังเกต เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ Coaching / Mentoring (2) การแปลงความรู้ภายในให้เป็นความรู้ชัดแจ้ง เช่น การเล่าเรื่อง การจัดทำคู่มือ (เขียนคู่มือจากประสบการณ์การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า) แนวปฏิบัติที่ดี (3) การรวมและประมวลความรู้ เช่น รวมข้อมูลจากหลายแหล่ง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดระบบ รวมรายงานหลายหน่วยงานเป็นฐานข้อมูลกลาง และ (4) การเรียนรู้และนำไปใช้จริง เช่น การฝึกอบรม การลงมือปฏิบัติ (เจ้าหน้าที่นำคู่มือไปใช้จนเกิดทักษะและความชำนาญ)
8. Service Profit Chain (SPC) ในองค์กรภาครัฐ (Public Organization) มีแนวคิดสำคัญที่เน้นคุณภาพระบบภายในและการดูแลบุคลากรของรัฐ นำไปสู่ การบริการประชาชนที่มีคุณภาพ ก่อให้เกิด ความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบาย ทั้งนี้ แนวคิดService Profit Chain (SPC) ในองค์กรภาครัฐ (Public Organization) สามารถแบ่งได้เป็น 7 ด้าน ดังนี้ (1) คุณภาพบริการภายใน (โครงสร้าง กระบวนงานที่ชัดเจน ระบบดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง การฝึกอบรม เครื่องมือ และข้อมูลที่พร้อม ภาระงานและกฎระเบียบที่เหมาะสม) (2) ความพึงพอใจและความผูกพันของบุคลากรภาครัฐ (ขวัญกำลังใจ ความรู้สึกมีคุณค่าในงานสาธารณะ ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี) (3) ความสามารถและความต่อเนื่องของบุคลากร (บุคลากรมีสมรรถนะสูง อัตราการลาออกต่ำ การถ่ายทอดความรู้) (4) คุณภาพบริการสาธารณะ (บริการถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม ลดขั้นตอน บริการสอดคล้องความต้องการประชาชน) (5) ความพึงพอใจของประชาชน (ประสบการณ์ที่ดีในการรับบริการ เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย) (6) ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อรัฐ (ประชาชนเชื่อถือหน่วยงาน ยอมรับนโยบายและการกำกับดูแล) และ (7) ผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายและคุณค่าทางสาธารณะ (บรรลุเป้าหมายนโยบาย ลดต้นทุนทางสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืน)
9. กรอบสมรรถนะดิจิทัลภาครัฐ (Digital Competency Framework – DGA) มาตรฐานในการ พัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติด้านดิจิทัลของบุคลากรภาครัฐไทย ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อน รัฐบาลดิจิทัล กรอบของ DGA แบ่งสมรรถนะออกเป็น 3 กลุ่มหลัก อันได้แก่ (1) สมรรถนะดิจิทัลพื้นฐาน เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย การใช้งานข้อมูลและสารสนเทศ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำงานประจำ (2) มรรถนะดิจิทัลเพื่อการทำงาน เช่น Digital Process Improvement Data-driven decision making การออกแบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชน การทำงานข้ามหน่วยงานด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล และ (3) สมรรถนะดิจิทัลเชิงกลยุทธ์และผู้นำ เช่น การบริหารการเปลี่ยนแปลงให้เป็นองค์กรดิจิทัล การกำกับดูแลข้อมูล การใช้ AI, Big Data, GovTech เชิงกลยุทธ์
10. ให้ข้อมูลครั้งเดียวจบ (Give Data Once – GDX) หลักการสำคัญของ รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่มุ่งให้ประชาชนและภาคธุรกิจไม่ต้องยื่นข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้งกับหลายหน่วยงานของรัฐ โดยแนวคิดหลักประกอบด้วย ข้อมูลเป็นทรัพยากรของรัฐไม่ใช่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ภาระในการแลกเปลี่ยนข้อมูลควรเป็นของภาครัฐไม่ใช่ประชาชน และหน่วยงานรัฐต้อง เชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกัน แทนการขอใหม่ทุก เป็นให้การดำเนินการสำเร็จมีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน อันได้แก่ (1) ให้ข้อมูลครั้งเดียว (ประชาชนให้ข้อมูลครั้งแรก รัฐต้องไม่ขอซ้ำ หากมีข้อมูลอยู่แล้ว) (2) การบูรณาการข้อมูลภาครัฐ (หน่วยงานรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกัน) (3) ความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูล (มีหน่วยงานเจ้าของข้อมูล ข้อมูลต้องทำให้เป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้) (4) ความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว (ใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มีระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์) และ (5) การยินยอมและความโปร่งใส (ประชาชนรู้ว่าใครใช้ข้อมูลอะไร เพื่ออะไร มีการกำกับดูแลการใช้ข้อมูล)
11. Business Process Reengineering (BPR) แนวคิดและวิธีการในการ ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด (Radical Redesign) เพื่อให้เกิด การปรับปรุงอย่างก้าวกระโดด (Dramatic Improvement) ในด้าน ต้นทุน คุณภาพ ความรวดเร็ว และการบริการ ทั้งนี้แนวคิดหลักประกอบด้วย ไม่ยึดติดกับโครงสร้างหรือขั้นตอนเดิม ตั้งคำถามพื้นฐานว่า “ถ้าเริ่มใหม่วันนี้ เราจะออกแบบกระบวนการนี้อย่างไร?” และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง (Enabler) ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม ลักษณะสำคัญของ Business Process Reengineering (BPR) ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด (ไม่ใช่การปรับปรุงเล็กน้อย เปลี่ยนวิธีทำงานหลักอย่างสิ้นเชิง) (2) มุ่งเน้นกระบวนการ (มองงานเป็น “กระบวนการข้ามหน่วยงาน” ไม่มองแยกตามฝ่ายหรือสายงาน) (3) ยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง (ออกแบบกระบวนการจากมุมมองลูกค้า/ประชาชน ลดขั้นตอนที่ไม่สร้างคุณค่า) และ (4) ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อน (Digital workflow Automation ระบบข้อมูลเชื่อมโยง) ทั้งนี้กระบวนการสำคัญประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ (1) กำหนดกระบวนการสำคัญ ที่ต้องปรับเปลี่ยน (2) วิเคราะห์กระบวนการเดิม (As-Is Process) (เวลา ต้นทุน จุดซ้ำซ้อน) (3) ออกแบบกระบวนการใหม่ (To-Be Process) (ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น) (4) นำเทคโนโลยีมาใช้ (5) บริหารการเปลี่ยนแปลง และ (6) วัดผลและปรับปรุง
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับท่านที่ต้องการต่อยอดความรู้ระดับ 'ปริญญาโท' ด้านความเป็นผู้ประกอบการ นวัตรกรรม และความยั่งยืนสามารถคลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับท่านที่ต้องการต่อยอดความรู้ระดับ 'ปริญญาโท' ด้านความเป็นผู้ประกอบการนวัตรกรรมสามารถคลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
เพิ่มเราเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คเพื่อรับข่าวสารและข้อมูลต่อยอดความเข้าใจ
เรื่องที่น่าสนใจอื่น
เปิดตัวโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อยกระดับความพร้อมของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์เพื่อเข้าสู่ตลาดทุน
"สร้างโอกาสจากความเสี่ยง" เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการธุรกิจชีววิทยาศาสตร์เพื่อเข้าสู่ตลาดทุน
การแบ่งหน้าที่และโครงสร้างองค์กรสำคัญอย่างไรกับบริษัทที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดทุน?
ชี้เป้าทางเข้าตลาดทุนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบผ่านโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจชีววิทยาศาตร์